Quick Overview
- หลังสอบ GED ครบแล้ว ไม่ได้หมายความว่าต้องสอบ SAT หรือ IELTS ต่อทุกคน เพราะแต่ละคณะกำหนดคะแนน Admission ต่างกัน สิ่งแรกที่ควรทำคือเช็กว่าคณะเป้าหมายรับ GED หรือไม่ และต้องใช้คะแนนอะไรเพิ่มเติม
- GED, SAT และ IELTS ทำหน้าที่ต่างกัน โดย GED ใช้เป็นวุฒิการศึกษาระดับมัธยมปลาย ส่วน SAT วัด Reading and Writing และ Math ขณะที่ IELTS Academic วัดภาษาอังกฤษ 4 Skills ได้แก่ Listening, Reading, Writing และ Speaking
- ถ้าคณะกำหนด English Proficiency และยังไม่มีคะแนนภาษาอังกฤษถึงเกณฑ์ ควรให้ IELTS เป็น Priority แต่ถ้ามี English Score ถึงเกณฑ์แล้ว และคณะใช้ SAT เป็นคะแนนหลักในการคัดเลือก ควรโฟกัส SAT ต่อ
- บางคณะไม่ได้บังคับให้มีทั้ง SAT และ IELTS เช่น EEBA Kasetsart University ใน TCAS70 รับ IELTS ≥ 5.5 หรือ SAT Reading and Writing ≥ 540 เป็นหนึ่งในตัวเลือกด้านภาษาอังกฤษ และใช้ SAT Math ≥ 500 หรือคะแนน Math ทางเลือกอื่นได้ จึงต้องดู Requirement ก่อนตัดสินใจสอบ
- ที่สำคัญคือ ไม่ใช่ทุกคณะที่รับ TCAS70 จะรับวุฒิ GED ตัวอย่าง Doctor of Medicine International Program ของ Thammasat ปี 2027 ระบุชัดว่าไม่รับ GED ดังนั้นต้องเช็กคุณสมบัติวุฒิก่อนเสียเวลาเตรียม SAT หรือ IELTS
- TCAS70 รอบ 1 Portfolio เริ่มเปิดรับตามกำหนดของแต่ละมหาวิทยาลัยตั้งแต่ 15 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป เพราะฉะนั้นน้องที่ต้องใช้คะแนนสอบควรวางแผนจาก Deadline ของคณะที่จะสมัคร ไม่ใช่วางจากลำดับ GED → SAT → IELTS แบบตายตัว
- สำหรับผู้ใช้ GED ที่สอบครบแล้ว TCAS70 ระบุให้เตรียม Equivalence Certificate และ GPAX Equivalence Certificate เพื่อยืนยันข้อมูลการศึกษาด้วย
– มี GED แล้วต้องสอบอะไรต่อ? ▶
– GED, SAT และ IELTS ใช้ต่างกันยังไง? ▶
– มี GED แล้วต้องสอบ SAT ไหม? ▶
– มี GED แล้วต้องสอบ IELTS ไหม? ▶
– SAT หรือ IELTS ควรเตรียมอะไรก่อน? ▶
– 4 เคสเลือก SAT หรือ IELTS ให้ตรงกับเป้าหมาย ▶
– ตัวอย่าง Requirement จริงใน TCAS70 ▶
– วางแผน SAT และ IELTS ยังไงให้ทัน TCAS70? ▶
– เตรียม SAT กับ IELTS พร้อมกันได้ไหม? ▶
– Checklist หลังสอบ GED ก่อนสมัครมหาวิทยาลัย ▶
– คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ GED, SAT และ IELTS ▶
มี GED แล้วต้องสอบอะไรต่อ?
มี GED แล้วต้องสอบอะไรต่อ? คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับคณะและมหาวิทยาลัยที่น้องอยากสมัคร เพราะแต่ละหลักสูตรกำหนดคะแนนที่ใช้ยื่นแตกต่างกัน
น้อง ๆ หลายคนมักถามพี่แพลนเนอร์ว่า หลังสอบ GED ผ่านแล้วควรเตรียม SAT หรือ IELTS ก่อนดี? สิ่งแรกที่ควรทำคือเช็ก Requirement ของคณะที่สนใจก่อนว่า ต้องใช้คะแนนอะไรบ้าง บางคณะอาจต้องการเพียงคะแนนภาษาอังกฤษ เช่น IELTS ขณะที่บางคณะต้องใช้ทั้งคะแนนภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์ หากคณะที่สนใจรับ SAT การเตรียม SAT ไว้ก็อาจช่วยเพิ่มทางเลือกในการสมัครได้มากขึ้น เพราะข้อสอบครอบคลุมทั้ง Reading and Writing และ Math แต่ก็หมายความว่าน้องต้องแบ่งเวลาเตรียมตัวทั้งสองส่วนด้วย
ดังนั้น ก่อนเลือกว่าจะสอบ SAT หรือ IELTS ต่อจาก GED ควรเริ่มจาก
- กำหนดคณะที่อยากเข้า
- เช็กเกณฑ์คะแนนที่ใช้
- แล้วค่อยวางลำดับการสอบ จะช่วยให้เตรียมตัวได้ตรงจุดและไม่เสียเวลาไปกับข้อสอบที่อาจไม่ได้ใช้จริง
หลังสอบ GED ครบ 4 วิชา สิ่งที่ควรทำต่อไม่ใช่รีบสมัคร SAT หรือ IELTS ทันที แต่ควรเริ่มจากสร้าง University List แล้วเช็ก Requirement ของแต่ละหลักสูตร เพราะการมี GED เป็นเพียงการตอบโจทย์เรื่องวุฒิการศึกษา ส่วนมหาวิทยาลัยอาจกำหนดคะแนนอื่นเพิ่มอีก
ก่อนเริ่มเตรียมข้อสอบ ให้เช็ก 3 เรื่องนี้ก่อน
- คณะนั้นรับ GED หรือไม่
- ต้องใช้คะแนนอะไรบ้าง เช่น SAT, IELTS, TOEFL, CU-TEP, TGAT หรือ A-Level
- คะแนนไหนเป็น Required และคะแนนไหนเป็น Alternative
เหตุผลที่ต้องเช็กข้อแรกก่อน เพราะแม้ TCAS70 จะมีระบบรองรับผู้ใช้วุฒิ GED แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกหลักสูตรต้องรับ GED ตัวอย่างเช่น Doctor of Medicine International Program ของ Thammasat สำหรับปีการศึกษา 2027 ระบุชัดว่าผู้สมัคร GED ไม่สามารถสมัครได้
GED, SAT และ IELTS ใช้ต่างกันยังไง?
| ข้อสอบ | หน้าที่หลัก |
| GED | วุฒิเทียบเท่าระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (วุฒิเทียบเท่า ม.6) |
| SAT | วัดความสามารถด้าน English Reading and Writing และ Math |
| IELTS Academic | วัดความสามารถภาษาอังกฤษ Listening, Reading, Writing และ Speaking |
SAT ปัจจุบันแบ่งเป็น 2 Sections คือ Reading and Writing และ Math คะแนนรวมอยู่ที่ 400–1600 ส่วน IELTS Academic ใช้ประเมินทักษะภาษาอังกฤษสำหรับการเรียนระดับมหาวิทยาลัยผ่าน 4 Skills
เพราะฉะนั้นคำว่า “สอบ GED แล้วต้องต่อ SAT” หรือ “มี GED แล้วต้องสอบ IELTS” ไม่ใช่ Rule ที่ใช้กับทุกคน ต้องดูว่าหลักสูตรกำหนดคะแนนกลุ่มไหนจริง
มี GED แล้วต้องสอบ SAT ไหม?
มี GED แล้วต้องสอบ SAT ไหม? คำตอบคือ ไม่จำเป็น เพราะการเตรียมสอบ SAT ควรเตรียมเมื่อคณะที่ต้องการสมัครกำหนดให้ใช้ SAT หรือเปิดให้ SAT เป็นหนึ่งในตัวเลือกของคะแนนด้าน Academic Aptitude, Mathematics หรือ English ตามเกณฑ์ของหลักสูตรนั้น และบางครั้งมหาวิทยาลัยอาจมีคะแนนอื่นให้เลือกแทน SAT ได้
ตัวอย่าง EEBA คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ TCAS70 รับผู้สมัคร GED และกำหนดคะแนนด้าน Mathematics โดยเลือกจาก
- SAT Math ≥ 500
- A-Level Math 1 ≥ 25
- หรือ GPA วิชา Mathematics ≥ 2.50
ดังนั้นคนที่สมัคร Program นี้ ไม่จำเป็นต้องสอบ SAT เสมอไป หากมีคะแนนทางเลือกอื่นครบตาม Requirement
มี GED แล้วต้องสอบ IELTS ไหม?
มี GED แล้วต้องสอบ IELTS ไหม? คำตอบคือ ไม่จำเป็นเช่นกัน เพราะ IELTS Academic เป็นหนึ่งในข้อสอบที่มหาวิทยาลัยใช้วัด English Proficiency แต่หลายหลักสูตรเปิดให้ใช้คะแนนอื่นแทน เช่น TOEFL, CU-TEP, TU-GET หรือแม้แต่ SAT Reading and Writing ในบางหลักสูตร
ตัวอย่าง EEBA Kasetsart TCAS70 กำหนดให้ผู้สมัครยื่น English Proficiency หนึ่งรายการ โดยตัวเลือกประกอบด้วย
- IELTS ≥ 5.5,
- TOEFL, KU-EPT, TGAT1, SAT Reading and Writing ≥ 540,
- CU-TEP และ TU-GET
ดังนั้นถ้าน้องมี SAT Reading and Writing ถึง Requirement ของคณะที่สมัครอยู่แล้ว อาจไม่ต้องสอบ IELTS เพิ่มเลย ในกรณีที่หลักสูตรระบุว่าสามารถเลือกใช้ SAT แทน English Score ได้
แต่หากหลักสูตรเขียนแยกชัดว่า English Proficiency / Math Score or Aptitude Test score หมายความว่าน้อง ๆ ต้องเตรียมคะแนนทั้งสองกลุ่มตามที่หลักสูตรกำหนด
SAT หรือ IELTS ควรเตรียมอะไรก่อน?
เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบตายตัวสำหรับเด็ก GED ทุกคน แต่สามารถตัดสินใจจาก Requirement + คะแนนปัจจุบัน + Deadline การรับสมัครได้
1. คณะใช้ IELTS แต่ไม่ใช้ SAT → เตรียม IELTS ก่อน
กรณีนี้ น้องไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเตรียม SAT หากคะแนน SAT ไม่ได้อยู่ใน Requirement หรือไม่ได้ช่วยเพิ่มโอกาสในการสมัคร สิ่งสำคัญคือทำคะแนนภาษาอังกฤษให้ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำก่อน Deadline ของหลักสูตร
อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้เหมาะกับน้องที่มี คณะเป้าหมายชัดเจนแล้ว และมั่นใจว่าหลักสูตรนั้นใช้เพียง IELTS จริง ๆ เพราะในบางหลักสูตร SAT Reading & Writing อาจใช้เป็น Alternative English Score ได้ เช่นกัน ดังนั้น ก่อนตัด SAT ออกจากแผน ควรเช็กเกณฑ์ของคณะที่สนใจให้ครบก่อนเสมอ
2. คณะใช้ SAT แต่ไม่บังคับ IELTS → เตรียม SAT ก่อน
หาก SAT สามารถตอบ Requirement ที่น้องต้องใช้ได้อยู่แล้ว เช่น ใช้ SAT Reading & Writing เป็น English Score และ SAT Math เป็น Mathematics Score การสอบ SAT อาจครอบคลุม Requirement ได้มากกว่าหนึ่งส่วน
EEBA Kasetsart TCAS70 เป็นตัวอย่างหนึ่ง เพราะ SAT Reading and Writing สามารถใช้เป็น English Proficiency และ SAT Math สามารถใช้เป็น Mathematics Proficiency ได้ตามเกณฑ์ของหลักสูตร
3. คณะต้องใช้ทั้ง SAT และ IELTS → ดูว่าคะแนนไหนยังห่างจากเกณฑ์มากกว่า
หากคณะที่น้องต้องการสมัครใช้ทั้ง Academic Score และ English Score ควรดูว่าคะแนนส่วนไหนยังห่างจาก Requirement มากกว่า แล้วจัดลำดับการเตรียมจากจุดนั้น
ถ้าพื้นฐานภาษาอังกฤษยังไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ (Minimum) เช่น ลองทำ IELTS Diagnostic Test แล้วคะแนนยังไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องใช้ แนะนำให้โฟกัส IELTS เป็นหลักก่อน เพื่อให้มีคะแนนพร้อมสำหรับยื่นสมัคร
แต่ถ้าน้องมี IELTS ถึง Requirement แล้ว หรือมีคะแนนภาษาอังกฤษพร้อมใช้เรียบร้อย ควรโยกเวลาไปดัน SAT มากขึ้น เพราะในบางหลักสูตร SAT ไม่ได้เป็นเพียงคะแนนที่ต้อง “ผ่านขั้นต่ำ” แต่ยังเป็นคะแนนที่ใช้แข่งขันกับผู้สมัครคนอื่นด้วย
ยกตัวอย่าง BBA CU ที่มีการพิจารณาคะแนนเพื่อจัดอันดับผู้สมัคร ดังนั้น แม้ SAT ของน้องจะถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ เช่น 1280 คะแนน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีโอกาสติดแน่นอน หากคะแนนยังต่ำกว่ากลุ่มผู้สมัครที่ได้รับการคัดเลือกในรอบนั้น ๆ
4. Deadline ใกล้มาก → ดูวันสอบและวันออกคะแนนก่อน
ในกรณีที่ต้องใช้ทั้งคู่ อย่าตัดสินใจจากความยากอย่างเดียว ต้องดูว่า คะแนนจะออกทัน Deadline การรับสมัครหรือไม่ เพราะ SAT มีวันสอบเป็นรอบที่กำหนดไว้ของทุกปี ปีละประมาณ 8 รอบ ขณะที่ IELTS มีรอบสอบให้เลือกมากกว่า และ IELTS on computer สามารถออกผลได้ภายในประมาณ 1–5 วัน
ดังนั้นถ้าพลาด SAT รอบหนึ่ง อาจต้องรอรอบถัดไปหลายสัปดาห์ ขณะที่ IELTS มีความยืดหยุ่นด้านวันสอบมากกว่า
มี GED แล้ว แต่ไม่รู้ควรต่อ SAT หรือ IELTS ก่อน?
ให้พี่ Educational Planner ช่วยเช็ก คณะเป้าหมาย + Requirement + คะแนนปัจจุบัน + Deadline TCAS70 แล้ววางลำดับว่าอะไรควรเรียนก่อน เพื่อไม่ต้องเสียเวลาเตรียมคะแนนที่ไม่ได้ใช้
ตัวอย่าง Requirement จริงใน TCAS70 ทำไมแต่ละคนถึงวางแผนไม่เหมือนกัน?
หลังจากน้อง ๆ ได้วุฒิ GED มาแล้ว ไม่ได้หมายความว่าน้องทุกคนจะต้องไปสอบ SAT หรือ IELTS ตามลำดับเดียวกัน เพราะแต่ละคณะกำหนดทั้ง ประเภทคะแนน คะแนนขั้นต่ำ และวิธีการคัดเลือก แตกต่างกัน ลองดูจาก Requirement จริง ของหลักสูตรอินเตอร์
รูปแบบที่ 1 — SAT ชุดเดียวใช้ได้ทั้ง English และ Math: EEBA KU
EEBA — Bachelor of Arts Program in Entrepreneurial Economics มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รับผู้สมัครที่ถือ GED หรือวุฒิเทียบเท่า โดยใน Portfolio 1.1 ต้องมีทั้ง English Proficiency และ Mathematics Proficiency
English Proficiency เลือกหนึ่งคะแนน เช่น
- IELTS ≥ 5.5
- TOEFL iBT ≥ 70
- SAT Reading and Writing ≥ 540
- CU-TEP ≥ 70
- TU-GET ≥ 500
- TGAT1 ≥ 50
Mathematics Proficiency เลือกหนึ่งคะแนน เช่น
- SAT Math ≥ 500
- A-Level Math 1 ≥ 25
- หรือ Mathematics GPA ≥ 2.50
เคสนี้จึงมีหลายวิธีวางแผน ถ้าน้องพื้นฐาน SAT ดี การเตรียม SAT อาจคุ้มกว่า เพราะสามารถใช้ SAT Reading and Writing เพื่อยื่น English Requirement และ SAT Math เพื่อยื่น Mathematics Requirement ได้ในข้อสอบเดียวกัน
แต่ถ้าน้องมี IELTS 5.5 อยู่แล้ว และ Math GPA ≥ 2.50 ก็อาจไม่จำเป็นต้องสอบ SAT เลย เพราะมีคะแนนครบตาม Requirement อยู่แล้ว นี่จึงเป็นตัวอย่างชัดเจนว่า ไม่ได้แปลว่ามี GED แล้วต้องสอบ SAT ต่อทุกคน แต่ต้องดูว่าคะแนนที่มีอยู่แล้วสามารถเติม Requirement ส่วนไหนได้บ้าง
รูปแบบที่ 2 — ต้องมีทั้ง English Score และ SAT/CU-AAT: JIPP CU
อีกแบบคือ JIPP — Joint International Psychology Program จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า GED สามารถใช้เป็นวุฒิเทียบเท่าม.ปลายได้ แต่ผู้สมัครยังต้องมีคะแนนเพิ่มเติม สองกลุ่ม
English Proficiency เลือกหนึ่งคะแนน เช่น
- IELTS ≥ 6.5 และแต่ละ Band ≥ 6.0
- TOEFL iBT ≥ 88 ตามเกณฑ์ราย Section
- CU-TEP ≥ 104
และ Academic Aptitude ต้องมีอีกหนึ่งคะแนน
- SAT Total ≥ 1200 หรือ
- CU-AAT ≥ 1200
ที่สำคัญ JIPP ไม่ได้ดูแค่ว่า ผ่าน Minimum หรือไม่ เพราะการคัดผู้มีสิทธิ์สัมภาษณ์พิจารณา SAT/CU-AAT และ English Score ร่วมกัน โดยหน้า Official ระบุสัดส่วนสำหรับการ Shortlist เป็น SAT 60% และ English 40% ก่อนเข้าสู่รอบสัมภาษณ์
รูปแบบที่ 3 — บางรอบไม่ต้องใช้ทั้ง SAT และ IELTS: ICT Mahidol
ส่วน ICT Mahidol — Bachelor of Science in Information and Communication Technology (International Program) เป็นอีกตัวอย่างที่ต่างออกไป เพราะหลักสูตรมีหลายรอบและแต่ละรอบใช้ Requirement ไม่เหมือนกัน
สำหรับ ICT – Portfolio ผู้สมัครสามารถใช้ GED ที่มีคะแนนอย่างน้อย 145 คะแนนในแต่ละวิชา และมี GPAX ตามเกณฑ์ โดยในตารางของคณะไม่ได้กำหนด SAT หรือ IELTS เป็นคะแนนที่ต้องใช้ประกอบการสมัครรอบนี้ แต่เน้นเอกสารอย่าง Portfolio ภาษาอังกฤษ, Video Presentation และ Essay ภาษาอังกฤษ แทน
ดังนั้น ถ้าน้องมี GED แล้วและตั้งใจสมัครรอบ Portfolio ของ ICT Mahidol การรีบไปสอบ SAT หรือ IELTS อาจไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกเลย น้องอาจควรนำเวลาไปเตรียม Portfolio, Video และ Essay ให้พร้อมมากกว่า
สรุปจาก 3 เคส
EEBA แสดงให้เห็นว่า SAT อาจใช้ตอบ Requirement ได้ถึงสองส่วน, JIPP แสดงให้เห็นว่า English และ SAT เป็นคนละ Requirement และต้องวางแผนให้ถึงทั้งคู่ ขณะที่ ICT Mahidol แสดงให้เห็นว่า บางรอบอาจไม่จำเป็นต้องใช้ SAT หรือ IELTS เลย
วางแผน SAT และ IELTS ยังไงให้ทัน TCAS70?
TCAS70 รอบ 1 Portfolio เริ่มรับสมัครตามกำหนดของมหาวิทยาลัยตั้งแต่ 15 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งหมายความว่าแต่ละ Program อาจมี Application Deadline ไม่พร้อมกัน ถ้าคณะที่น้อง ๆ เล็งไว้ต้องใช้ SAT ต้องเผื่อเวลาให้คะแนนก่อน Deadline ด้วย
College Board ระบุวันสอบและวันประกาศคะแนนแต่ละรอบไว้ล่วงหน้า เพราะฉะนั้น ถ้าคณะปิดรับช่วงเดือนตุลาคม น้อง ๆ จำเป็นต้องตั้งเป้าไปสอบ SAT ตั้งแต่ช่วงต้นปี จะได้มีเวลาเตรียมคะแนนให้ได้ตามเป้าหมาย
IELTS ควรสอบตอนไหน?
IELTS ไม่มีข้อจำกัดด้านรอบสอบเหมือน SAT และ IELTS on computer ออกผลประมาณ 1–5 วันหลังสอบ
แต่ไม่ควรรอสอบก่อน Deadline เพียงไม่กี่วัน เพราะต้องเผื่อกรณี
- คะแนนครั้งแรกยังไม่ถึง Requirement
- ต้องสอบใหม่
- มหาวิทยาลัยต้องตรวจสอบ Score Report
- แต่ละ Program มีวิธีส่งคะแนนต่างกัน
ดังนั้นถ้าต้องใช้ IELTS ควรวาง First Attempt ก่อน Deadline หลายสัปดาห์ เพื่อให้ยังมีโอกาส Retake ได้
ถ้าต้องใช้ทั้ง SAT และ IELTS ควรเตรียมพร้อมกันไหม?
เตรียมพร้อมกันได้ แต่ไม่แนะนำให้แบ่งเวลา 50/50 วิธีที่ practical กว่าคือกำหนด Main Test และ Secondary Test ตัวอย่างเช่น ถ้าน้องต้องใช้ IELTS 6.5 แต่ Diagnostic ปัจจุบันอยู่ประมาณ 5.0 ขณะที่ SAT Math ค่อนข้างคะแนนสูง อาจให้ IELTS เป็น Main Test แล้วเก็บ SAT Math และ Reading and Writing ไว้แบ่งติวในสัดส่วนที่น้อยกว่า
เมื่อ IELTS ถึง Requirement แล้ว จึงสลับ SAT มาเป็น Main Test ในทางกลับกัน หาก English อยู่ในระดับพร้อมสอบ IELTS แล้ว แต่ SAT ยังต่ำกว่า Target มาก ก็ควรให้น้ำหนัก SAT มากกว่า
สรุปคือไม่ได้มีลำดับตายตัวว่า
- GED → IELTS → SAT
- GED → SAT → IELTS
ลำดับที่ถูกต้องขึ้นอยู่กับ Gap ของคะแนนและ Deadline
หลังสอบ GED จบ ควรวางแผนยังไงตั้งแต่วันนี้?
Step 1 — เลือกคณะเป้าหมาย 3–5 Programs
ไม่ต้องเลือกมหาวิทยาลัยเดียว แต่ควรมี
- Dream Choice
- Target Choice
- Backup Choice
เพื่อดูว่า Requirement ของแต่ละที่มีคะแนนไหนที่ใช้ร่วมกันได้บ้าง
Step 2 — เช็กก่อนว่ารับ GED หรือไม่
ขั้นตอนนี้ต้องมาก่อน SAT และ IELTS เพราะบาง Program ไม่รับ GED แม้น้องจะมี SAT หรือ IELTS สูงก็ตาม เช่น Doctor of Medicine International Program ของ Thammasat ปี 2027 ระบุว่า GED ไม่อยู่ในวุฒิที่รับสมัคร
Step 3 — ทำ Requirement Table
แยกแต่ละคณะเป็น
| Program | GED | English | Math / Aptitude | Deadline |
| Program A | ✓ | IELTS / TOEFL | SAT | … |
| Program B | ✓ | IELTS / SAT R&W | SAT Math / A-Level | … |
| Program C | ✕ | — | — | — |
พอเห็นเป็นตารางแล้วจะรู้ทันทีว่าคะแนนไหนมีประโยชน์กับหลายคณะที่สุด
Step 4 — ทำ SAT Mock Test และ IELTS Mock Test
อย่าวางแผนจากความรู้สึกว่า “ภาษาอังกฤษเราน่าจะโอเค” หรือ “Math เราน่าจะทำได้”
ควรลอง SAT Mock Test หรือ IELTS Mock Test ก่อน แล้วดูว่าแต่ละคะแนนห่างจาก Target Score เท่าไหร่
Step 5 — เรียง Priority ตาม Requirement + Gap + Deadline
หลักคิดง่าย ๆ คือ คะแนนที่ต้องใช้จริง + ยังไหนที่ยังห่างจากเกณฑ์มาก + Deadline ใกล้ที่สุด ให้น้อง ๆ Priority ข้อสอบนั้น ๆ ก่อน
แล้วเรื่องเทียบวุฒิ GED สำหรับ TCAS70 ต้องทำตอนไหน?
นอกจาก SAT และ IELTS แล้ว เด็ก GED ที่สมัคร TCAS70 ต้องอย่าลืมเรื่อง เอกสารเทียบวุฒิ
TCAS70 ระบุว่าผู้ที่สอบ GED ครบแล้วต้องใช้
- Equivalence Certificate
- GPAX Equivalence Certificate
สำหรับยืนยันข้อมูลการศึกษาในระบบ ส่วนผู้ที่ยังสอบ GED ไม่ครบสามารถใช้ Provisional Equivalence Certificate ตามเงื่อนไขที่ระบบกำหนด
เพราะฉะนั้น Roadmap หลัง GED จริง ๆ จึงไม่ได้มีแค่ SAT กับ IELTS แต่ควรวางเรื่องเอกสาร TCAS ไปพร้อมกันด้วย
อ่านต่อ: เทียบวุฒิ GED เข้า TCAS ต้องทำยังไง? ใช้เอกสารอะไร เสียกี่บาท
สรุป มี GED แล้วควรสอบ SAT หรือ IELTS ก่อน?
การเลือกว่าจะสอบ SAT หรือ IELTS ก่อนดี ให้เลือกจากคณะที่ต้องการสมัครก่อน
- ถ้าคณะต้องใช้ English Proficiency และยังไม่มีคะแนนถึงเกณฑ์ → เตรียม IELTS ก่อน
- ถ้าภาษาอังกฤษผ่าน Requirement แล้ว แต่คณะต้องใช้ SAT / Academic Aptitude / Math → เตรียม SAT ก่อน
- ถ้า SAT สามารถใช้ตอบ Requirement ได้ทั้ง Reading and Writing และ Math → SAT อาจเป็นตัวเลือกที่คุ้มกว่า
ดังนั้น Roadmap ที่แนะนำหากน้อง ๆ จะยื่น GED เป็นวุฒิ ม.6
GED → เช็กว่าคณะรับ GED ไหม → เช็ก Requirement → ทำ Mock Test → เลือกติว SAT / IELTS → วางวันสอบก่อน Deadline
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ GED, SAT และ IELTS
มี GED แล้วต้องสอบอะไรต่อ?
Answer:
มี GED แล้วต้องสอบอะไรต่อ? คะแนนที่ต้องใช้ขึ้นอยู่กับ มหาวิทยาลัย คณะ และรอบที่น้องต้องการสมัคร
สิ่งแรกที่ควรเช็กคือ คณะนั้น รับวุฒิ GED หรือไม่ และมีเงื่อนไขเรื่องคะแนน GED เพิ่มเติมหรือเปล่า จากนั้นจึงดู Requirement อื่น ๆ ว่าต้องใช้คะแนนอะไรประกอบ เช่น SAT, IELTS, TOEFL, TGAT, A-Level หรือข้อสอบเฉพาะของมหาวิทยาลัย
บางคณะอาจต้องการเพียงคะแนนภาษาอังกฤษ ขณะที่บางคณะต้องมีทั้ง English Proficiency และ Academic Score หรืออาจมีบางรอบที่ใช้ Portfolio และผลการเรียนเป็นหลักโดยไม่จำเป็นต้องใช้ SAT เลย
ดังนั้น หลังสอบ GED ผ่านแล้ว วิธีวางแผนที่ดีที่สุดคือ เลือกคณะเป้าหมายก่อน → เช็ก Requirement ของแต่ละรอบ → ดูว่าตอนนี้เรามีคะแนนอะไรแล้วและยังขาดอะไร แล้วค่อยเลือกว่าจะเตรียมสอบตัวไหนต่อ จะช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย และทำให้เตรียมคะแนนได้ตรงกับคณะที่ต้องการสมัครมากที่สุด
มี GED แล้วต้องสอบ SAT ไหม?
Answer:
ไม่จำเป็นต้องสอบ SAT ทุกคน เพราะบางคณะอาจไม่ได้กำหนดให้ใช้ หรือมีคะแนนอื่นที่สามารถยื่นแทนได้ อย่างไรก็ตาม หากน้องยังไม่ได้ล็อกคณะเป้าหมายชัดเจน การเตรียม SAT ไว้ก่อนถือว่าเป็นทางเลือกที่ค่อนข้างคุ้ม เพราะหลักสูตรอินเตอร์ยอดนิยมในไทยหลายแห่งใช้ SAT เป็นหนึ่งใน Academic Score สำหรับยื่นสมัคร
การมีคะแนน SAT ไว้จึงช่วยเปิดตัวเลือกคณะได้กว้างขึ้น และลดความเสี่ยงที่จะต้องกลับมาเร่งเตรียมคะแนนช่วงใกล้ Deadline แต่ถ้าน้องมีคณะในใจแล้ว ก็ควรเช็ก Requirement ของคณะนั้นอีกครั้งว่า ต้องใช้ SAT จริงหรือมีคะแนนอื่นทดแทนได้ ก่อนตัดสินใจสอบ
มี GED แล้วต้องสอบ IELTS ไหม?
Answer:
ไม่จำเป็นทุกคณะ หลาย Program รับ TOEFL, CU-TEP, TU-GET หรือคะแนนอื่นแทน IELTS และบางแห่งรับ SAT Reading and Writing เป็น English Proficiency ได้ด้วย
SAT หรือ IELTS ควรสอบอะไรก่อน?
Answer:
หากต้องใช้ทั้งคู่ ให้ดู Requirement, คะแนนปัจจุบัน และ Deadline ถ้าคะแนนภาษาอังกฤษยังต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ Minimum มาก อาจเริ่มจาก IELTS แต่ถ้ามี English Score ผ่านเกณฑ์แล้ว ก็เริ่มติว SAT ต่อได้เลย
SAT ใช้แทน IELTS ได้ไหม?
Answer:
ได้ใน บางหลักสูตรเท่านั้น หากมหาวิทยาลัยระบุว่า SAT Reading and Writing สามารถใช้เป็นหนึ่งในตัวเลือกของ English Proficiency Requirement ได้ เช่น EEBA Kasetsart ใน TCAS70 ที่รับ SAT Reading and Writing แทนคะแนนภาษาอังกฤษประเภทอื่นได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า SAT จะใช้แทน IELTS ได้ทุกคณะหรือทุกมหาวิทยาลัย เพราะหลายหลักสูตรยังคงกำหนดให้ใช้ IELTS, TOEFL หรือคะแนนภาษาอังกฤษที่ระบุไว้โดยเฉพาะ ดังนั้นควรเช็ก Requirement ของคณะและรอบที่ต้องการสมัครก่อนทุกครั้ง
IELTS ใช้แทน SAT ได้ไหม?
Answer:
ขึ้นอยู่กับว่าคณะกำหนด SAT ไว้เพื่อวัดอะไร หากหลักสูตรต้องการเพียง English Proficiency และรับ IELTS เป็นหนึ่งในตัวเลือก น้องก็สามารถใช้ IELTS ยื่นได้โดยไม่จำเป็นต้องมี SAT
แต่ถ้าคณะกำหนดให้ใช้ SAT Math, SAT Total Score หรือ Academic Aptitude Score เพิ่มเติม IELTS จะไม่สามารถใช้แทนคะแนนส่วนนั้นได้ เพราะ IELTS วัดทักษะภาษาอังกฤษเป็นหลัก ไม่ได้ครอบคลุมด้านคณิตศาสตร์หรือ Academic Aptitude
ดังนั้น ก่อนตัดสินใจว่าจะสอบ IELTS แทน SAT ได้หรือไม่ ควรดู Requirement ให้ชัดว่าคณะนั้นต้องการ English Score อย่างเดียว หรือยังต้องมี Academic Score เพิ่มเติมด้วย
ไม่มี SAT สมัครมหาวิทยาลัยได้ไหม?
Answer:
ได้ในบางหลักสูตร หากคณะหรือมหาวิทยาลัยนั้น ไม่ได้บังคับใช้ SAT หรือเปิดให้ใช้คะแนนอื่นแทน เช่น GCE A Level Math, TGAT, Math GPA หรือข้อสอบ Academic Score อื่นตามที่หลักสูตรกำหนด
อย่างไรก็ตาม หลักสูตรอินเตอร์หลายแห่งยังใช้ SAT Math, SAT Total Score หรือคะแนนด้าน Academic Aptitude เป็นส่วนหนึ่งของ Requirement ดังนั้น หากไม่มี SAT ตัวเลือกคณะที่สมัครได้อาจแคบลง โดยเฉพาะกรณีที่น้องยังไม่ได้ล็อกคณะเป้าหมายชัดเจน
ก่อนตัดสินใจว่าจะไม่สอบ SAT ควรเช็ก Requirement เป็นราย Program ว่า SAT จำเป็นหรือไม่ และมีคะแนนอะไรใช้แทนได้บ้าง
ไม่มี IELTS สมัครมหาวิทยาลัยได้ไหม?
Answer:
ได้ในบางหลักสูตร เพราะมหาวิทยาลัยอาจ ไม่ได้บังคับว่ายื่นได้แค่ IELTS เท่านั้น และเปิดให้ใช้คะแนนภาษาอังกฤษอื่นแทน เช่น SAT Reading and Writing, TOEFL, CU-TEP หรือ TU-GET ตามที่แต่ละ Program กำหนด
ตัวอย่างเช่น หากหลักสูตรรับ SAT Reading and Writing เป็นหนึ่งใน English Proficiency Options และน้องมีคะแนนถึงเกณฑ์ ก็อาจสมัครได้โดยไม่ต้องสอบ IELTS เพิ่ม
อย่างไรก็ตาม หากคณะกำหนดให้ใช้ IELTS, TOEFL หรือ English Test แยกต่างหาก และไม่ได้รับ SAT Reading and Writing ทดแทน น้องก็ยังต้องมีคะแนนภาษาอังกฤษตาม Requirement ของหลักสูตรนั้น ๆ ดังนั้นควรเช็กเกณฑ์เป็นรายคณะและรายรอบก่อนเสมอ
SAT กับ IELTS เตรียมพร้อมกันได้ไหม?
Answer:
ได้ แต่ไม่ควรแบ่งเวลาให้ทั้งสองข้อสอบเท่ากัน เพราะอาจทำให้การเตรียมตัวหนักเกินไปและพัฒนาได้ไม่เต็มที่ทั้งคู่
แนะนำให้เลือกข้อสอบหนึ่งเป็น Main Focus โดยดูจากคะแนน หากคะแนนไหนยังห่างจาก Requirement มากกว่า หรือข้อสอบไหนมี Deadline ใกล้กว่า แล้วแบ่งเวลาให้อีกข้อสอบในสัดส่วนที่น้อยกว่าเพื่อรักษาความต่อเนื่อง
ตัวอย่างเช่น ถ้าคะแนน IELTS ยังไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ (Minimum) แต่คะแนน SAT มีพื้นฐานค่อนข้างดีอยู่แล้ว อาจโฟกัสที่การติว IELTS เป็นหลัก แล้วฝึก SAT ควบคู่สัปดาห์ละเล็กน้อย เมื่อ IELTS ถึงเกณฑ์เป้าหมายแล้วจึงค่อยสลับมาเร่ง SAT มากขึ้น วิธีนี้จะช่วยลดความเสี่ยงในการ overload และทำให้วางแผนสอบทั้งสองตัวได้มีประสิทธิภาพมากกว่า
ติว GED ก่อนหรือ SAT ก่อน
Answer:
โดยปกติ พี่ Educational Planner จะแนะนำให้น้อง ๆ เตรียม GED ก่อน เพราะ GED เป็นวุฒิเทียบเท่าระดับ ม.6 ที่ควรมีให้พร้อมก่อนเริ่มวางแผนยื่นมหาวิทยาลัย และสามารถเตรียมตัวเพื่อเข้าสอบได้ในระยะเวลาค่อนข้างสั้น โดยคอร์ส GED ของ The Planner Education สามารถวางแผนติวเพื่อสอบได้ภายในประมาณ 1 เดือน และมี การันตี หากสอบไม่ผ่านสามารถกลับมาเรียนซ้ำได้ฟรี
เมื่อสอบ GED ผ่านและมีวุฒิพร้อมแล้ว น้อง ๆ จะสามารถนำเวลาที่เหลือไปโฟกัสกับ SAT ได้มากขึ้น ซึ่งโดยทั่วไป SAT ต้องใช้เวลาในการฝึกทำโจทย์และอัปคะแนนให้อยู่ในระดับที่แข่งขันได้มากกว่า โดยเฉพาะคณะที่ไม่ได้ดูเพียงคะแนนขั้นต่ำ แต่ใช้คะแนน SAT ในการคัดเลือกผู้สมัครด้วย
นอกจากนี้ การสอบ GED ให้เสร็จก่อนยังช่วยให้วางแผนเวลาไปเตรียม Portfolio, IELTS หรือคะแนนอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้น หากคณะและรอบที่ต้องการสมัครมี Requirement เพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม ลำดับการสอบที่เหมาะสมที่สุดยังขึ้นอยู่กับ คณะเป้าหมาย คะแนน SAT ที่ต้องการ และ Deadline ของแต่ละรอบ หากน้องมีพื้นฐาน SAT ดีอยู่แล้วหรือมีวันสอบ SAT ที่ต้องรีบเก็บคะแนน ก็อาจวางแผนเตรียม SAT ควบคู่กับ GED ได้เช่นกันค่ะ
ทุกมหาวิทยาลัยใน TCAS70 รับ GED ไหม?
Answer:
ไม่ใช่ทุกมหาวิทยาลัยและทุกหลักสูตรใน TCAS70 จะรับวุฒิ GED เพราะแต่ละ Program กำหนด คุณสมบัติผู้สมัครและวุฒิการศึกษาที่รับแตกต่างกัน บางหลักสูตรรับ GED โดยตรง ขณะที่บางหลักสูตรอาจกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม หรือไม่รับวุฒิเทียบเท่าประเภทนี้เลย
ดังนั้น ก่อนเริ่มเตรียม SAT, IELTS หรือคะแนนอื่น ๆ ควรเช็กให้แน่ใจก่อนว่า คณะและรอบที่ต้องการสมัครรับ GED หรือไม่ รวมถึงมีเงื่อนไขเรื่องคะแนน GED ขั้นต่ำเพิ่มเติมหรือเปล่า เพื่อไม่ให้เตรียมคะแนนอื่นไปแล้วแต่สุดท้ายไม่ผ่านคุณสมบัติด้านวุฒิ
เด็ก GED ต้องเทียบวุฒิก่อนยื่น TCAS70 ไหม?
Answer:
ผู้ที่สอบ GED ครบแล้ว ต้องใช้ Equivalence Certificate และ GPAX Equivalence Certificate ในการยืนยันข้อมูลการศึกษาตามระบบ TCAS70 จึงควรเตรียมเอกสารส่วนนี้ควบคู่กับคะแนนสอบอื่น






