
เรียนต่อที่ไหนดี?
คำถามยอดฮิตของน้อง ๆ มัธยมปลายที่กำลังเริ่มวางแผนการเรียนในอนาคต การเลือกคณะในฝันมีอะไรให้คิดมากกว่าแค่เรียนในสิ่งที่ชอบ หรือสิ่งที่ต่อยอดได้เท่านั้น แต่หลักสูตรที่เลือกเรียนเองก็มีความสำคัญ เพราะถึงแม้จะเป็นคณะเดียวกัน แต่หลักสูตรต่างกันก็ให้ผลลัพธ์ในการเรียนที่ต่างกัน ดังนั้นอีกหนึ่งคำถามสำคัญที่สร้างความลังเลในการเลือกเรียนคือ ควรเรียนภาคไทยหรือเรียนภาคอินเตอร์ดีกว่ากัน?
บทความนี้จะมาเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการเรียนต่อ ภาคไทย vs ภาคอินเตอร์ แบบครบจบใน 4 หัวข้อสำคัญที่ควรรู้ เพื่อช่วยให้น้อง ๆ และผู้ปกครองตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ว่าการเรียนแบบไหนที่ “ใช่” สำหรับเรากันแน่
เรียนภาคไทย vs เรียนภาคอินเตอร์ ต่างกันยังไง?
1. รูปแบบหลักสูตรในการเรียน
หลักสูตรไทย
จะเรียนเป็นภาษาไทยตามแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการ เนื้อหาต่อเนื่องจากหลักสูตรมัธยมของไทย รูปแบบการเรียนการสอนเน้นการฟังบรรยาย ท่องจำ และสอบปลายภาคเป็นหลัก เหมาะกับน้อง ๆ ที่ถนัดเรียนแบบมีกรอบชัดเจน และมีระบบประเมินตายตัว
หลักสูตรนานาชาติ
หลักสูตรนานาชาติหรือที่เราเรียกกันว่า ภาคอินเตอร์ (International Program) จะเรียนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ใช้แนวการสอนแบบนานาชาติ เช่น American หรือ British System ซึ่งเน้นทักษะวิเคราะห์ การนำเสนอ และโปรเจกต์เชิงปฏิบัติมากกว่าการท่องจำ นอกจากนี้ บางคณะยังมีหลักสูตรเป็นแบบ Dual Degree ที่เปิดโอกาสให้น้อง ๆ ได้เรียนร่วมกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ และได้รับวุฒิการศึกษาจากทั้งสองสถาบัน
ปรึกษาวางแผนเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยอินเตอร์ในประเทศไทย และต่างประเทศ
2. วุฒิการศึกษา
หลักสูตรไทย
น้อง ๆ ส่วนใหญ่จะใช้วุฒิ ม.6 จากโรงเรียนไทย หรือ กศน. ในการยื่นผ่านระบบ TCAS ซึ่งเป็นระบบกลางที่กำหนดคุณสมบัติค่อนข้างชัดเจน วุฒิทางเลือกอื่น ๆ อาจไม่สามารถใช้ได้ในทุกรอบ
หลักสูตรนานาชาติ
น้อง ๆ สามารถใช้วุฒิสากลอย่าง GED, IGCSE, A-Level, IB Diploma รวมถึงวุฒิจากต่างประเทศอื่น ๆ ที่มหาวิทยาลัยรับรอง เพื่อสมัครเข้าคณะอินเตอร์ในไทยได้ โดยไม่จำเป็นต้องจบ ม.6 แบบระบบไทย ทำให้หลายคนที่ต้องการทางเลือกที่เร็วขึ้น หรืออยากเรียนในระบบนานาชาติ สามารถเริ่มวางแผนเตรียมตัวตั้งแต่มัธยมต้นหรือมัธยมปลายได้เลย
3. คะแนนสอบที่ต้องใช้
หลักสูตรไทย
สำหรับภาคไทยการยื่นเข้ามหาวิทยาลัยส่วนใหญ่มักยื่นผ่านระบบ TCAS เป็นหลัก โดยใช้คะแนนกลางของประเทศไทย เป็นการแข่งขันในระบบเดียวกันทั่วประเทศ
คะแนนสอบกลาง TCAS ที่มักใช้ยื่นเข้ามหา’ลัยเป็นหลัก เช่น
- TGAT/TPAT (ทักษะทั่ว ไปหรือวิชาเฉพาะ)
- กสพท
- A-Level
- GPAX หรือแฟ้มสะสมผลงาน
นอกจากนี้ยังมีคะแนนสอบเฉพาะของคณะนั้น ๆ ที่อาจเปลี่ยนแปลงไปตามประกาศของทางมหาวิทยาลัย น้อง ๆ ต้องสมัครสอบตามรอบ และยื่นคะแนนให้ตรงกับที่คณะกำหนด จึงควรติดตามข่าวสารผ่านช่องทางต่าง ๆ ของ mytcas.com อย่างสม่ำเสมอ
หลักสูตรนานาชาติ
ส่วนใหญ่ภาคอินเตอร์ของมหาวิทยาลัยในไทยจะ เปิดรับตรง (Direct Admission) แยกออกจากระบบ TCAS ซึ่งใช้คะแนนสอบสากลเป็นเกณฑ์หลัก เช่น
- IELTS หรือ TOEFL (ภาษาอังกฤษ)
- SAT / ACT (ความรู้วิชาการ)
- Essay, Portfolio หรือสัมภาษณ์เพิ่มเติม (เป็นภาษาอังกฤษ)
อย่างไรก็ตาม บางคณะอินเตอร์ก็เปิดให้ยื่นผ่านระบบ TCAS ได้ด้วย เช่น
- TCAS รอบ 1 (Portfolio): บางคณะอินเตอร์อาจให้ยื่น Portfolio ผ่านระบบกลาง แต่ยังใช้เกณฑ์ภาคอินเตอร์ เช่น คะแนน IELTS/SAT
- TCAS รอบ 2 (Quota): ในบางกรณี นักเรียนในเขตพื้นที่หรือโครงการพิเศษอาจยื่นเข้าคณะอินเตอร์ได้ผ่านรอบนี้
โดยเฉพาะในรอบ Portfolio เช่น จุฬาฯ BALAC หรือธรรมศาสตร์ TEP-TEPE ที่แม้จะอยู่ในระบบกลาง แต่ก็ยังใช้เกณฑ์สอบและแฟ้มสะสมผลงานตามแบบภาคอินเตอร์อยู่ดี จึงควรอัปเดตข้อมูลการรับสมัครผ่านช่องทางของมหาวิทยาลัย หรือคณะนั้น ๆ อย่างสม่ำเสมอ
ปรึกษาวางแผนเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยอินเตอร์ในประเทศไทย และต่างประเทศ
4. ค่าเทอม
หลักสูตรไทย
มีค่าเทอมเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20,000–40,000 บาทต่อเทอม แล้วแต่คณะและมหาวิทยาลัย เช่น คณะนิเทศศาสตร์อาจสูงกว่าคณะสังคมศาสตร์ทั่วไปเล็กน้อย แต่โดยรวมถือว่าจับต้องได้และเป็นราคาที่ผู้ปกครองจำนวนมากวางแผนไว้แล้วล่วงหน้า
หลักสูตรนานาชาติ
มีค่าเทอมเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ อยู่ที่ประมาณ 70,000–200,000 บาทต่อเทอม หรือมากกว่านั้นในบางหลักสูตรที่มีลักษณะเป็น Dual Degree ซึ่งค่าใช้จ่ายรวมตลอดหลักสูตรอาจแตะหลักล้านบาท ขึ้นอยู่กับคณะ มหาวิทยาลัย และเงื่อนไขการเรียน
อยากเข้าคณะอินเตอร์ ต้องเตรียมตัวยังไง?
เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่าหลักสูตรไหนที่ “ใช่” เราที่สุด สิ่งที่ต้องเตรียมตัวต่อมาก็แตกต่างกันไป สำหรับใครที่สนใจเรียนต่อคณะอินเตอร์แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง มาลองไล่ไปทีละสเต็ปตามลิสต์นี้ได้เลย
1. ตั้งเป้าหมายให้ชัด
ไม่ใช่แค่อยากเรียนภาคอินเตอร์ หรือภาคไทย แต่ควรค้นหาตัวเองว่าสนใจเข้าคณะไหน มหาวิทยาลัยอะไร เพราะแต่ละคณะมีเกณฑ์ต่างกัน ทั้งคะแนนสอบ เอกสารที่ต้องใช้ และกำหนดการยื่นที่ไม่เหมือนกัน เพื่อช่วยให้วางแผนตรงจุด
2. เช็กวุฒิการศึกษาที่ใช้ยื่นได้
ภาคอินเตอร์มักเปิดกว้างเรื่องวุฒิ เช่น ใช้ GED, IGCSE, A-Level, IB Diploma หรือวุฒิม.6 ได้ แต่ต้องเช็กว่าเอกสารครบหรือไม่ และต้องใช้กี่วิชา ต้องมีคะแนนขั้นต่ำเท่าไหร่ถึงจะผ่านเกณฑ์ ต้องใช้เวลาเท่าไหร่ในการเตรียมวุฒิให้พร้อม
3. เตรียมสอบให้ครบและทันเวลา
เนื่องจากคณะอินเตอร์ส่วนใหญ่ต้องใช้คะแนนสอบสากลที่น้อง ๆ ต้องตามสอบเอง และใช้ระยะเวลาในการรอผลสอบแต่ละครั้งแตกต่างกัน บางวิชาอาจเปิดให้สอบเรื่อย ๆ แต่บางวิชาก็มีรอบกาารเปิดสอบที่น้อย จึงควรติดตามข่าวสารและเตรียมตัวให้พร้อมสอบตั้งแต่เนิ่น ๆ แบ่งเวลาในการติวสอบแต่ละวิชาให้เหมาะสม จะได้ฝึกฝนและทบทวนข้อสอบได้อย่างเต็มที่เพื่อคะแนนที่ดีที่สุด
4. วางแผนเรื่องเวลาและค่าใช้จ่ายในการสอบ
ค่าสอบแต่ละอย่างมีราคาต่างกัน เช่น IELTS ประมาณ 7,000 บาท SAT ประมาณ 3,000–4,000 บาท รวมถึงอาจมีค่าติวพิเศษหรือค่าส่งคะแนนไปต่างประเทศ จึงควรวางแผนค่าใช้จ่ายให้ดี เพราะอาจต้องสำรองเผื่อค่าเดินทางไปสอบ ค่าดำเนินการเอกสารอื่น ๆ รวมไปถึงในกรณีที่ต้องการสอบแก้ตัวก็ควรสำรองค่าใช้จ่ายและเวลาในการรอผลคะแนนให้ทันยื่นคณะในฝันได้ทันอีกด้วย
5. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เผื่อไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น
สำหรับหลายคนที่อาจยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มจากตรงไหนก่อนดี ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะ The Planner Education พร้อมช่วยวางเส้นทางให้น้อง ๆ ตั้งแต่เริ่มต้น ไปจนถึงวันยื่นสมัครจริง
เรียนกับ The Planner Education ดียังไง?
สถาบันเรามีทั้งทีมที่ปรึกษาที่เข้าใจระบบการยื่นเข้าคณะอินเตอร์ในไทยและต่างประเทศ พร้อมคอร์สติวเข้มวิชาเฉพาะทาง เช่น GED, IELTS, SAT, IGCSE, A-Level ที่ตรงกับความต้องการของแต่ละคณะ พร้อมระบบวางแผนรายบุคคล มีทีมครูที่เข้าใจเด็กไทย และคอร์สที่ออกแบบให้จบไว เข้าใจง่าย และใช้ยื่นมหา’ลัยได้จริง


