10 FACTS คะแนน SAT ไม่รู้ไม่ได้ !

การสอบ SAT ใกล้จะวนมาอีกครั้งแล้ว บทความนี้ได้รวบรวม FACT ข้อควรรู้ที่เกี่ยวข้องกับคะแนน SAT มาไว้ 10 ข้อด้วยกัน โดยเป็นข้อมูลจากเว็บไซต์ของ College Board ผู้จัดสอบ SAT นั่นเอง อาจมีข้อเท็จจริงบางข้อที่น้องๆ ยังไม่รู้ หรือหากรู้อยู่แล้วก็ถือว่าเป็นการอุ่นเครื่องทบทวนไปพร้อมๆ กัน นอกจากนี้อาจเป็นประโยชน์สำหรับน้องๆ ที่กำลังเตรียมตัวสอบในรอบถัดไป มาเตรียมพร้อมพิชิต High Score ไปพร้อมๆ กัน 🤩

  1. Score Structure
    โครงสร้างของข้อสอบ SAT แบ่งออกเป็น 2 วิชา คะแนนเต็ม 1,600 แบ่งออกเป็น 2 พาร์ทคือ
  • Evidence-Based Reading & Writing – ซึ่งถูกแยกออกเป็นพาร์ท Reading จำนวน 52 ข้อ และ พาร์ท Writing and Language จำนวน 44 ข้อ จาก 4 บทความ รวมทั้งหมดสำหรับวิชาแรกมีเวลาทำข้อสอบ 1 ชั่วโมงกับอีก 40 นาที คะแนนเต็ม 800 คะแนน
  • Mathematics – วิชาคณิตศาสตร์ แบ่งข้อสอบออกเป็น 2 พาร์ทเช่นกัน คือพาร์ทแรก Math Test – Calculator สามารถใช้เครื่องคิดเลขช่วยคำนวณได้ มีจำนวน 38 ข้อทั้งคละกันระหว่างแบบ Choice และเติมคำตอบ ส่วนอีกพาร์ทคือ Math Test – No Calculator ไม่สามารถใช้เครื่องคิดเลขช่วยคำนวณ ข้อสอบมี 20 ข้อ เป็น Choice 16 ข้อ และเติมคำตอบ 4 ข้อ รวมทั้งหมดสำหรับวิชานี้น้องๆ จะมีเวลา 1 ชั่วโมงกับ 20 นาที คะแนนเต็ม 800 คะแนน
  1. ตอบไม่ถูกเลยสักข้อ ก็ยังได้พาร์ทละ 200
    รวมเบ็ดเสร็จน้องๆ ต้องทำข้อสอบ 154 ข้อ ในเวลา 3 ชั่วโมง ส่วนการตอบผิดไม่มีผลคะแนนติดลบใดๆ  จากเดิมที่หักคะแนนข้อที่ตอบผิด ดังนั้นคะแนนขั้นต่ำของ SAT จึงเท่ากับ 400 คะแนน ถึงแม้จะไม่ตอบเลยสักข้อก็ตาม
  1. การคำนวณคะแนนจาก Raw Score
    Raw Score คือคะแนนดิบที่น้องๆ ได้จากการทำข้อสอบ คะแนนเหล่านี้จะถูกนำมาคิดตามเกณฑ์มาตรฐานของ SAT ให้กลายเป็นคะแนนมาตราส่วน 200 – 800 ที่ปรากฎเป็นผลคะแนนของเรานั่นเอง การที่นำคะแนนดิบมาคิดตามเกณฑ์เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม แม้จะเป็นการสอบในรอบที่แตกต่างกัน ข้อสอบที่ไม่เหมือนกันและยากง่ายแตกต่างกัน โดยจะมีตารางที่เอาไว้ใช้เทียบคะแนนดิบ และคำนวณออกมาเป็นคะแนน 200 – 800 น้องๆ สามารถคำนวณได้ว่าจะต้องทำคะแนนดิบเท่าไหร่หรือต้องตอบถูกกี่ข้อ ถึงจะได้คะแนนตามเป้าหมาย และควรเทียบหลายๆ ตารางเพื่อประมาณการคะแนน

(ตัวอย่างตาราง)

  1. วิธีคำนวณคะแนน Math
     นำคะแนนพาร์ท Math Test – Calculator  และ Math Test – No Calculator รวมกัน แล้วเทียบตาราง Raw Score
  1. วิธีคำนวณคะแนน Reading and Writing
     นำคะแนนพาร์ท Reading และ พาร์ท Writing and Language รวมกัน แล้ว x10 เทียบตาราง Raw Score
  1. เพื่อการตรวจที่แม่นยำ
    การตรวจด้วยการสแกนข้อสอบ 2 ครั้งเพื่อความแม่นยำ น้องๆ ควรใช้ดินสอ No.2, 2B และใช้ยางลบเนื้อนุ่ม ห้ามใช้ปากกา หรือดินสอกด และควรตรวจสอบว่าเราฝนเข้มเพียงพอและลบสะอาดเมื่อมีการเปลี่ยนคำตอบ 
  1. ผลสอบ SAT
    ผลสอบจะออก 2-3 สัปดาห์หลังสอบเสร็จ สามารถเช็คคะแนนได้ทาง Website College Board และคะแนนสามารถเก็บไว้ใช้ได้ 2 ปี
  1. การส่งคะแนนให้มหาวิทยาลัย
    สามารถดำเนินการได้โดย
  • ให้ college board ส่งคะแนนไปให้มหาวิทยาลัยโดยตรง โดยใส่ code ของทางมหาวิทยาลัย น้องๆ สามารถทำเรื่องส่งคะแนนให้ทางมหาวิทยาลัย (code ดังกล่าวสามารถดูได้ในเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย)
  • ทางมหาวิทยาลัยจะขออีเมล์ และพาสเวิร์ดเพื่อทำการเช็คคะแนน 
  1. เงื่อนไขการส่งคะแนน
    การทำเรื่องขอส่งผลคะแนนกับ College Board ให้มหาวิทยาลัยโดยตรง สามารถทำเรื่องได้ตั้งแต่วันลงสมัครสอบ – ไม่เกิน 9 วันหลังสอบเสร็จ
  1. Retake กี่ครั้งก็ได้
    หากมหาวิทยาลัยที่ต้องการยื่นกำหนดว่าให้ส่งคะแนนสอบรอบที่สูงที่สุด สามารถสอบกี่ครั้งก็ได้จนกว่าจะได้คะแนนที่พอใจ มหาวิทยาลัยจะเห็นเพียงคะแนนรอบที่เราส่งเท่านั้น

คอร์สเรียน SAT ที่ The Planner Education มีให้เลือกเพื่อตอบโจทย์การเตรียมตัวของน้องๆ ไม่ว่าจะเป็นคอร์สเดี่ยว คอร์สกลุ่ม แบ่งออกเป็น

  • คอร์สเรียน SAT เนื้อหา + Fast Track 80 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่ปูพื้นฐาน เจาะเนื้อหา เรียนจบพร้อมสอบ
  • เลือกเฉพาะคอร์สเรียน SAT เนื้อหา 60 ชั่วโมง ไฮไลท์เนื้อหาที่ออกสอบ อัพเดตข้อสอบทุกรอบ เน้นการตีโจทย์ให้แตก
  • เลือกเฉพาะคอร์สเรียน SAT Fast Track 20 ชั่วโมง สำหรับผู้ที่มีพื้นฐาน เก็บเทคนิคการทำข้อสอบแบบเข้มข้น
  • คอร์สเรียน SAT (Subject Tests) 30 ชั่วโมง ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดควบคู่ไปกับการเรียนวิธีตอบคำถามเชิงลึกของวิชานั้นๆ และรูปแบบคำถามที่หลากหลายที่เจอในข้อสอบ

ดูข้อมูลคอร์สเรียน SAT ได้ที่ https://bit.ly/2G9PyW0

เพิ่มเพื่อน

Leave a Reply